[review] เราเรียน รามคำแหง

posted on 24 Apr 2016 14:39 by luji directory Knowledge, Diary

*edited 16.10.59 21.30 น

ออกจากราชภัฏ มาเรียนรามคำแหงแทน เรียน comsci เหมือนเดิม
ถ้ามองย้อนไป กลับกลายเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด
เพราะเบื่อการเรียนแล้ว ควรจะเรียนราชภัฏให้จบตั้งแต่แรก 
แต่ก็นะ เราย้อนเวลาไม่ได้แล้ว

ที่จะเขียนคือ สิ่งที่เรารับรู้ จากการมาเรียนที่ราม
อาจจะไม่ใช่ fact ที่แท้จริง 
เขียนแบบ เขียนไปเรื่อย นึกอะไรได้ก็เขียน 
ในอนาคต อาจจะมาเขียนเติมเรื่อยๆ

1
อิสรภาพ แต่แลกมาด้วย การดิ้นรน ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
จำเป็นต้องดูแลตัวเองเยอะ ต้องหาข้อมูล ทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง
ต้องรู้ด้วยตัวเองว่า ต้องทำอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไร
ไม่ค่อยมีใครมาบอก มาป้อนให้
แต่ ก็มีบริการรองรับ อำนวยความสะดวก มากมาย
แต่การจะเข้าถึงได้ ก็ต้องหาข้อมูล ให้รู้ด้วยตัวเอง ว่ามันมีแบบนั้น แบบนี้
2
เหตุผลนึงที่ออกจากราชภัฏ เพราะ คิดว่า การเรียนการสอน ไม่ดี
ทำไปทำมา ที่ราม ก็เหมือนเดิม..
หลังจากเรียนไปเรื่อยๆ เจออาจารย์หลายคน เริ่มเห็นภาพรวม
พบว่า โดยร่วม ไม่ค่อยดีนัก
แบบ.. แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน คนนั้นก็แย่ตรงนี้ คนนั้นก็แย่แบบนี้ 
หาไม่ค่อยได้ วิชาที่ perfect จริงๆ
คือ โดยดั้งเดิม เรา expect ว่า อาจารย์ต้องเก่งปะ ถึงมาสอนเราได้
ไม่ใช่ expect ว่า คนธรรมดา ก็มีผิดพลาดกันได้ 
แบบนั้น มันต้องอาชีพอื่นๆปะ, อาจารย์มันดูสำคัญอะ ต้องเทพสิ ถึงเป็นอาจารย์ได้
แต่ในโลกจริง เรียนมาหลายที่ ก็แบบนี้แหละ การศึกษาไทยมันแย่มั้ง
.
บางคน เอาเนื้อหามาสอน ก็ไม่รู้สอนอะไร
เราไม่แน่ใจว่า เขาเข้าใจ(จริงๆ-ลึกซึ้ง)ในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่หรือเปล่า
ไม่ใช่ว่า copy คำ มาบอกต่อ อะนะ
บางคน เข้าใจว่าเก่ง แต่ถ่ายทอดไม่ดี สื่อเนื้อหาออกมาไม่ได้
บางคน ก็ขาดความแม่นยำ ผิดนั่น ผิดนี่ ไปหมด มั่ว เละเทะ
บางคน ก็อ่านตาม powerpoint สอน พูดเรื่อยเปื่อย
ฯลฯ
คือ เราก็ไม่ได้จริงจัง ขนาดนั่งจดนะ ว่าแต่ละคนแย่ยังไง เลยยกตัวอย่างไม่ได้
แต่การรับรู้ของเรา โดยภาพรวม เรารู้ว่ามันไม่ดี มีแต่อะไรบกพร่อง
รู้สึกสิ้นหวังกับการศึกษาไทย
ทำให้เรารู้สึกทุกข์ใจ กับชีวิต ที่ต้องอยู่ในกรอบ ของระบบการศึกษา
แต่หลังๆ เราเริ่มไม่สนใจละ ประมาณว่า ทำให้มันเสร็จๆ เรียนให้จบๆไปก็พอ ไม่ซีเรียส
คือ คิดไว้ว่า จะไม่ทำงานกับสิ่งที่เรียนละ เลยไม่ซีเรียส ที่จะไม่รู้จริง ในสิ่งที่เรียน
.
โดยรวม ความเข้มข้นความเป็นวิชาการ ราม จะหนักกว่า ราชภัฏ
รูปแบบการสอน ราม จะเน้นวิชาการ หนังสือ ทฤษฎี มากกว่า
ราชภัฏ จะออกแนว ปฏิบัติ ใช้งานจริง มากกว่า
3
ค่าเทอมถูก เทอมละ พันนิดๆ ถูกที่สุดในจักรวาลแล้วมั้ง
แล้วยังมีทุนการศึกษาให้อีกด้วย หลายแบบ
4
มีอิสรภาพอย่างเต็มที่ ในการลงทะเบียนเรียน
จะลงทะเบียนลำดับวิชา ยังไงก็ได้
จะลงน้อย ลงมาก ยังไงก็ได้ (สูงสุด 8 วิชามั้ง ถ้าจำไม่ผิด)
แค่เรียนให้ครบหลักสูตรก็พอ แล้วยื่นเรื่องจบ
วิชาเลือก ก็เลือกได้จริงๆ เพราะเด็กเยอะ
ไม่ใช่บังคับเลือก แบบมหาลัยทั่วไป ที่เด็กน้อย เกินจะเปิดทุกวิชา
อิสรภาพ ก็แลกมาด้วย ความลำบากในการลงทะเบียน
ต้องมีการวางแผนให้ดี ว่าจะลงอะไร เทอมไหน
ต้องดูวันเวลาที่สอน วันเวลาที่สอบ ให้ดี ว่าไม่ชนกัน
ก็มีนะ แผนการศึกษาเป็น guide ให้คร่าวๆ เหมือนมหาลัยทั่วไป
.
ถึงเด็กจะเยอะ แต่ระบบลงทะเบียน(manual) ทำได้ดีมาก
ไม่มีปัญหาดราม่าอะไร ตามที่อ่านเจอทางเน็ต เหมือนมหาลัยอื่นๆ
เวลาเราไปลง ไม่เคยต้องต่อคิวเลย, 1 นาทีก็เสร็จแล้ว
คือ
เรามีกระดาษที่มี barcode ของข้อมูล + รหัสวิชา ที่เราเตรียมไว้ล่วงหน้า
( หนึ่งในวิธีที่จะได้กระดาษ barcode คือ print จากระบบ barcode จากเว็บมหาลัย ) 
ก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ scan barcode เพื่อ input ข้อมูลเข้าระบบ 
แล้วก็จ่ายเงิน รับใบเสร็จ เสร็จเลย
.
ลงลงทะเบียน ทาง internet ก็มี
แต่สำหรับเรา เราว่า manual มันสะดวกกว่า
5
สามารถทำเรื่อง ย้ายสาขาวิชาที่เรียนได้ ไม่ต้องลาออก มาสมัครใหม่
6
เรียนได้สูงสุด 8 ปีตามปกติมหาลัยไทย
แต่ถ้าเรียนไม่จบจริงๆ ก็ยังเอาเกรดของเก่ามาใช้ตอนสมัครใหม่ได้
เสมือนกับ เรียนได้ ไม่จำกัดเวลา นั่นแหละ
7
ไม่มี retire คงเพราะว่า ไม่รู้จะ retire ไปทำไม
retire มันก็มาสมัครใหม่ได้อีกอยู่ดี 
7.1
สมัครเข้าเรียนได้ง่าย หมายถึง requirement ง่าย
ไม่ได้หมายถึงขั้นตอนการสมัครนะ เรื่องขั้นตอนก็ปกติ ธรรมดา
8
การเก็บคะแนน
วิชาพื้นฐานทั่วไป มักจะสอบ final ทีเดียว 100% เลย เป็นข้อสอบ choice
(
วิชาคำนวณแบบ calculus ยังออกข้อสอบ choice เลย
คงเพราะ ถ้าเขียนตอบ คงตรวจกันไม่ไหว เด็กเยอะ
)
ถ้าวิชา major ก็สอบ final ทีเดียว 100% เหมือนกัน แต่สอบเขียน
รูปแบบการสอบทีเดียว เป็น base ของมหาลัย
การเก็บคะแนนแบบอื่นๆ ค่อนข้างเป็น optional ตามแล้วแต่ผู้สอน จะตกลงกับนักศึกษา
เช่น
บอกว่า คุณจะสอบทีเดียว 100% เลยก็ได้ หรือ จะสอบ + ส่งงาน ก็ได้
บอกว่า คุณต้องสอบ 70 ส่งงาน 30 นะ
เป็นต้น บลาๆ แล้วแต่รายละเอียด
.
ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียน ไม่มี requirement ว่า ต้องเข้าเรียน ถึงมีสิทธิสอบ
.
มีการสอบซ่อมด้วย คือ
ถ้าติด F สามารถเข้าสอบได้อีก 1 ครั้ง ด้วยข้อสอบที่ง่ายขึ้นเล็กน้อย(มั้ง)
ยังคงสามารถได้ A ได้ จากการสอบซ่อม
ก็จะมีช่วงเวลาของมันอยู่
ซ่อมเทอม 1 ตอนกลางเทอม 2
ซ่อมเทอม 2 + summer ตอนกลางเทอม 1 ของปีการศึกษาถัดไป 
.
ข้อสอบ โดยรวม มักออกไม่ซับซ้อน ไม่ลึก ออกแนวท่องจำ
ขนาดวิชาคำนวณ ก็เหมือนกับแค่ จำวิธีทำให้ได้ ก็ทำข้อสอบได้แน่นอน ไม่ได้ซับซ้อน
อะไรๆก็ต้องจำ ไม่มี open book สักวิชา
เหนื่อยหน่ายกับการศึกษาไทย นี่เราวัดอะไร วัดความจำหรอ ?
.
มีการสอบ e-testing เป็นการสอบแบบ optional คือ
คล้ายกับ สอบ final ล่วงหน้า โดยสอบผ่านคอม ที่ระบบสุ่มข้อสอบมาให้สอบ
ถ้าตก e-test ก็ยังคงไปสอบ final ได้
ถ้าผ่าน e-test ก็เสมือนผ่านแล้ว ไม่ต้องสอบ final แล้ว
มีเฉพาะวิชาพื้นฐาน
เราก็ไม่เคยลองเหมือนกัน เพราะ คิดว่า ไม่มีความรู้จะไปสอบ ล่วงหน้า
9
เทอม เป็นระบบ เทอม1 + เทอม2 + summer
เทอม1 กับเทอม 2 เป็นเทอมหลัก ตามแผนการศึกษา
summer เป็น optional ให้เรียนให้เร็วขึ้น หรือ เก็บตัวที่สอบตก
10
จาก อิสรภาพในการลงทะเบียน + การสอบทีเดียวเก็บคะแนน + สอบซ่อม
ทำให้ คนที่ขยัน เป็นเทพ สามารถ จบการศึกษาได้เร็วกว่า 4 ปีได้
เร็วสุดที่เขาพูดกัน คือ 2.5 ปีมั้ง
ทำให้ เหมาะกับ คนที่ไม่มีเวลาเข้าเรียน ต้องทำงาน
11
ระบบ predegree คือ ให้เด็กมัธยม มาเรียนล่วงหน้าได้ ถ้าขยันพอ
พอจบมัธยม ก็มาสมัครเรียน แล้วทำตัวปกติ ทำให้เร่งเวลา ประหยัดเวลาในชีวิต
12
มหาลัยมี 2 แห่ง คือ ราม2 ที่บางนา กับ ราม1(หลัก)
นั่งรถเมล์สาย 207 เชื่อมถึงกัน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
วิชารหัส 1xxx (ปี1) มักจะเรียนที่ราม2
วิชารหัส 2+ ก็เรียนที่ราม1
ในภาคปฏิบัติ คือ ปี 1 อยู่หอพักที่ราม2 แล้วก็เรียนเก็บวิชาปี 1
ตอนปี 1 ที่ราม2 จะลำบากหน่อย เพราะเรื่องอะไรๆ ก็อยู่ที่ราม1 หมด
ต้องเดินทางมาทำที่ราม1
จากนั้นพอปี 2 ก็ย้ายหอพักมาราม1 
แต่วิชาปี 1 มันก็เยอะนะ เรียนไม่หมดในปี 1 
ถ้าไม่อยากลำบากเดินทาง ก็มี VDO ตามข้อ 13 ให้ดูได้
.
การสอบ มีทั้งราม1 และ ราม2 
เราก็ไม่รู้ว่า เขามีเกณฑ์การจัดการอย่างไร
บางวิชาปี 1 ที่เรียนราม2 ก็สอบที่ ราม1
บางวิชาปี 2+ ที่เรียนราม 1 ก็สอบที่ ราม2
ก็ต้องลำบากเดินทาง ช่วยไม่ได้
13
มีการถ่ายทอดสด การ lecture และมีบันทึก VDO การ lecture ไว้
สำหรับวิชาพื้นฐานทั่วไป หรือวิชารหัสสูงๆบางตัว
(แต่ของเรา เรียน comsci ไม่มีการบันทึก VDO)
สามารถเข้าถึงได้ ทางเว็บของราม
quality ค่อนข้างแย่ ทั้งภาพ และ เสียง 
บางทีก็บันทึก VDO เสียบ้าง
แต่ก็ยังดีกว่า ไม่มีเลย
14
อาคารเรียน ค่อนข้างบ้านๆ โทรมๆ เก่าๆ เหมือนโรงเรียนมัธยม
เราก็อธิบายไม่ถูก 
คือ มันก็ใช้เรียนได้ 
แต่ถ้าพูดในแง่ สุนทรีย์ด้านสถาปัตยกรรม มันไม่มีไง
ก็พอโอเค กับค่าเทอม
15
วิชาพื้นฐานทั่วไป เรียนกับพัดลม 
วิชา comsci เรียนห้องแอร์
ตอนสอบ จะเปิดแอร์
16
บรรยากาศรอบมหาลัย สำหรับเรา มันเป็นกรุงเทพในมุมที่ดูแบบ..
เหมือนเมืองอุตสาหกรรม ควันพิษ สกปรก โทรมๆ คนแออัด อะไรทำนองนั้น
ประเทศไทยมันก็คงแบบนี้มั้ง เมืองไม่สวยเหมือนต่างประเทศเขา
มันก็อยู่ได้ แต่มันขาดสุนทรีย์ไง ไม่มีความงาม
17
แถวๆมหาลัย เหมือนจะไม่มีร้านตัดผมชาย ?
18
มีหมอ ตรวจโรคทั่วไป ฟรี ไม่เสียทั้งค่าตรวจ และ ค่ายา
ได้แค่โรคง่ายๆนะ หมอน้อยด้วย ไม่มีหมอเฉพาะทางครบทุกด้าน
ที่เราเคยหา ก็มีหมอ หู คอ จมูก
19
ด้านสังคม 
จากอิสรภาพในการเรียน ทำให้ ไม่มีห้องเรียนที่ต้องได้เจอกันทุกวัน เหมือนมหาลัยทั่วไป
มหาลัยทั่วไป เจอกันทุกวัน เดี๋ยวมันก็สนิทกันเอง
แต่ที่ราม ถ้าอยากเข้าสังคมคือ ต้องพยายามเข้าหาคน มากกว่าปกติ
ถ้าเป็นคนไม่เข้าสังคม ก็จะโดนทิ้งให้อยู่คนเดียว
เพราะไม่มีห้องเรียนมาบังคับ เหมือนมหาลัยทั่วไป
ที่สังเกต มันก็มีหลายแบบ ทั้งคนที่มาเรียนคนเดียว(แบบเรา)
คนที่มากับแฟน คนที่มากับเพื่อนกลุ่มเล็ก-กลุ่มใหญ่
20
จากข้อ19 แน่นอนว่า ไม่มีระบบ SOTUS โดยสมบูรณ์แบบ
คือ รุ่นเดียวกัน มันยังไม่สนิทกันเลย มันจะไปถึงรุ่นน้องได้ยังไง จริงปะ
บรรยากาศโดยรวมคือ ค่อนข้างเป็นกันเอง จะคุยกับใครก็คุย (ถ้าอยาก)
ทั้งรุ่นพี่ และ อาจารย์
21
นักศึกษา ค่อนข้างหลากหลาย
ตั้งแต่มัธยม ถึงผู้สูงอายุ, รวย-จน
บางคนก็เรียนอย่างเดียว ไม่ทำงาน บางคนก็ทำ part time
บางคนก็ทำงานอยู่แล้ว ถึงมาเรียน
จากหลายภาคของประเทศ
บลาๆ 
แต่ที่เราสังเกตเอาเอง คือ โดยรวม มันให้ความรู้สึก บ้านๆ 
บอกไม่ถูกแฮะ คือ มันไม่ดูหรู ดูแพง ประมาณนั้น
22
ไม่เคร่งเรื่องการแต่งกาย ไม่ต้องแต่งชุดนักศึกษาก็ได้ 
ตามกาลเทศะ ก็ควรแต่งชุดสุภาพ มั้ง
ส่วนตัว เราว่า บางคนก็แต่งตัวตามสบายเกินนะ แล้วแต่เกณฑ์ส่วนบุคคลมั้ง
23
จากข้อบนๆ บริบทที่อิสระ
จริงๆ ถึงไม่ใช่นักศึกษา จะเข้ามาเรียน ก็คงไม่มีใครรู้มั้ง เพราะไม่ได้เช็ค
ไม่ลงทะเบียน ก็เข้าไปนั่งเรียนได้
24
รอบๆมหาลัย มีสถาบันติว มหาศาลมาก 
เราก็ไม่รู้รายละเอียดนะ ไม่นิยมการติว 
สำหรับเรา อ่านหนังสือ แล้วไปสอบ ก็ทำแค่นั้น เห็นมันก็ผ่าน ก็เลยไม่ได้สนใจเรื่องติว
25
รอบๆมหาลัย มีธุรกิจ ขายชีตสรุป lecture, เฉลยข้อสอบ มหาศาลมาก
ไม่เข้าใจว่า มันมาจากไหน
เพราะ ตามกฎ ในอุดมคติ มหาลัย ห้ามเอาข้อสอบ ออกจากห้องสอบ
แล้วข้อสอบมันจากไหนวะ คงเป็นเรื่องเชิงลึก ซับซ้อนซ่อนเงื่อน
มีคนเข้าสอบ แล้วดูข้อสอบออกมา โดยไม่หยิบข้อสอบ ?
มันอาจจะไม่ผิดกฎหมาย 
แต่โดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกว่า พวกนี้มันค่อนข้างผิดจรรยาบรรณ มั้ง
เราเป็นคนซื่อตรงด้วย เขาไม่ให้เอาข้อสอบออก = ไม่อยากให้ข้อสอบไปโผล่ที่อื่น
การจำออกมา มันก็คือการไม่ซื่อตรง ถึงแม้จะไม่ผิดกฏ ก็เถอะ
เราไม่สนับสนุนพวกนี้เลย
แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจพวกนี้ มีเยอะมาก (ตาม demand ?)
เด็กเยอะมาก ที่ซื้อพวกนี้ไป
บางคน อ่านแต่ชีต ไม่อ่านหนังสือ ด้วยซ้ำ แล้วก็สอบผ่านด้วย
เป็นอีกเรื่องของ ความล้มเหลว ของระบบการศึกษาไทย
เรียนให้ผ่านๆไป 
ถ้าแบบนั้น จริงๆ เอาวิชาพื้นฐาน ออกจากหลักสูตร ไปให้หมดเลย น่าจะดีกว่านะ
เสียเวลาเรียนเปล่าๆ
ข้อสอบที่ออก เขาว่ากันว่า ก็มักจะออกแบบเดิมๆด้วย ยิ่งสนับสนุน ธุรกิจนี้ ไปใหญ่
26
ถ้าฝนตก จะน้ำท่วมง่าย
จริงๆ กรุงเทพมันก็แบบนี้ทุกที่ของกรุงเทพ ?
27
ไม่แน่ใจว่า คอมมันพอ เตรียมพร้อม จะใช้ในการเรียนการสอนมั้ย
เราพึ่งจบปี 2 เรียนวิชา comsci ไปไม่เยอะ ต้องดูกันต่อไป
28
มีเรื่องชมรม กลุ่มสังคมต่างๆด้วย แต่เราไม่ได้เข้าสังคม ก็เลยไม่มีอะไรมาเขียน
29
มีกิจกรรมให้ทำ มีเปิดอบรมต่างๆ
แต่ไม่บังคับให้ทำกิจกรรม แบบมหาลัยทั่วไป

Comment

Comment:

Tweet